วันจันทร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2556

การตรวจค้นที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกค้นพูดจาดูหมิ่นเจ้าพนักงานผู้ค้นและต่อสู้ขัดขวางจะมีความผิดตาม ป.อ.มาตรา ๑๓๖, ๑๓๘ หรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๗๒๒/๒๕๕๕

ผู้เขียนพยายามค้นหาจากเว็บไซต์ของศาลฎีกา เพื่อยึดตามสำนวนของศาลแต่ไม่พบ  มาพบในเว็บของพนักงานสอบสวน  ซึ่งแน่นอนสำนวนวิเคราะห์ต้องออกมาในแนวของความเห็นของพนักงานสอบสวนดังนี้

ข้อเท็จจริง

๑. อัยการโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ

๑.๑ ตามวันเวลาดังกล่าวขณะที่ดาบตำรวจ ส. สิบตำรวจโท ก. และสิบตำรวจตรี พ. เจ้าพนักงานตำรวจ สภ.อ. เมือง อ. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีหน้าที่ตรวจค้น ปราบปรามและจับกุมผู้กระทำผิด ได้เข้าตรวจค้นจำเลยโดยมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีสิ่งของผิดกฎหมายไว้ในครอบครองอันเป็นการกระทำตามหน้าที่ จำเลยได้พูดจาดูหมิ่นเจ้าพนักงานตำรวจว่า คุณไม่มีสิทธิทำการตรวจค้น คุณไม่ใช่นายตำรวจ คุณเป็นแค่ตำรวจชั้นประทวนและขณะที่สิบตำรวจโท ก. และสิบตำรวจตรี พ. คืนกระเป๋าสตางค์ของจำเลยที่ตรวจค้นแล้วให้จำเลย จำเลยพูดดูหมิ่นเจ้าพนักงานตำรวจทั้งสองว่า ตำรวจทำท่ามีพิรุธเหมือนจะยัดสิ่งของผิดกฎหมายให้ผมต่อมาขณะดาบตำรวจ ส. นำรถยนต์สายตรวจมารับจำเลย จำเลยพูดดูหมิ่นดาบตำรวจ ส.กับพวกว่า พวกมึงเป็นตำรวจรังแกประชาชน จะยัดสิ่งของผิดกฎหมายให้กู กูจะไม่ให้มึงอยู่อ่างทองดาบตำรวจ ส.กับพวกจึงแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่

๑.๒ ขณะที่ดาบตำรวจ ส. กับพวก เข้าทำการตรวจค้นและจับกุมจำเลยอันเป็นการปฏิบัติการตามหน้าที่ จำเลยต่อสู้ขัดขวางโดยใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการผลักหน้าอก ดาบตำรวจ ส. กับสิบตำรวจโท ก. ในขณะเดียวกันจำเลยใช้กำลังต่อสู้ขัดขวางขณะตำรวจจะนำตัวขึ้นรถยนต์สายตรวจโดยใช้เท้าถีบกระบะท้ายรถเพื่อขัดขวางไม่ยอมขึ้นรถและเพื่อมิให้ถูกจับกุม

๑.๓ ต่อมาจำเลยไม่ยอมบอกชื่อ ชื่อสกุลและที่อยู่แก่ดาบตำรวจ ส สิบตำรวจโท ก. และสิบตำรวจตรี พ. เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวถามชื่อจำเลยเพื่อแจ้งข้อหาและทำบันทึกการจับกุมอันเป็นการถามชื่อเพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย

๑.๔ อัยการโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา๙๑, ๑๓๖, ๑๓๘ วรรคสอง, ๓๖๗

๒. จำเลยให้การปฏิเสธเมื่อสืบพยานโจทก์ และจำเลยเสร็จแล้ว ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งทำการตามหน้าที่ตาม ป.อ. มาตรา ๑๓๖ ให้จำคุก ๒ เดือนและปรับ ๒,๐๐๐ บาท ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้ายตาม ป.อ. มาตรา ๑๓๘ วรรคสอง จำคุก ๒ เดือนและปรับ ๓,๐๐๐ บาท ฐานไม่ยอมบอกชื่อหรือที่อยู่แก่เจ้าพนักงานซึ่งถามเพื่อปฏิบัติการตามกฎหมาย ปรับ ๑๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอไว้

๓. จำเลยยื่นอุทธรณ์ ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

๔. อัยการโจทก์ยื่นฎีกา ประเด็นขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกามีดังต่อไปนี้
การที่สิบตำรวจโท ก. และสิบตำรวจตรี พ. ค้นตัวจำเลยเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า สิบตำรวจโท ก. และสิบตำรวจตรี พ. ค้นตัวจำเลยในที่สาธารณสถานซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๙๓ บัญญัติว่า ห้ามมิให้ทำการค้นบุคคลใดในที่สาธารณสถาน เว้นแต่ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเป็นผู้ค้นในเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่า บุคคลนั้นมีสิ่งของในความครอบครองเพื่อจะใช้ในการกระทำความผิดหรือซึ่งได้มาโดยการกระทำความผิด หรือซึ่งมีไว้เป็นความผิดแสดงว่า พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะทำการค้นบุคคลใดในที่สาธารณสถานไม่ได้ เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นของกฎหมายดังกล่าว คดีนี้ ได้ความจากคำเบิกความของสิบตำรวจโท ก. และสิบตำรวจตรี พ. ว่า บริเวณหลังซอยโรงถ่านมีเหตุอาชญากรรมประเภทความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ และความผิดเกี่ยวกับทรัพย์เป็นประจำ วันเกิดเหตุเข้าไปตรวจหลังซอยโรงถ่านแล้วไม่พบความผิดปกติ จึงได้ขับรถจักรยานยนต์ออกจากซอยดังกล่าวทางด้านท้ายซอย เมื่อมาถึงถนนซึ่งมีสนามเด็กเล่นและห้องน้ำเก่าตั้งอยู่ พบจำเลยนั่งโทรศัพท์อยู่ริมถนนจึงเข้าทำการตรวจค้น ซึ่งบริเวณที่เกิดเหตุการตรวจค้นอยู่บนถนนสุทธาวาส ไม่ได้อยู่หลังซอยโรงถ่านตามที่สิบตำรวจโทกรุงและสิบตำรวจตรีไพรัชอ้างว่ามีอาชญากรรมเกิดขึ้นประจำแต่อย่างใดและทางพิจารณาก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีท่าทางพิรุธ นอกจากนั่งโทรศัพท์อยู่ริมถนนสุทธาวาสเท่านั้น

ศาลฎีกาพิจารณาต่อไปว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าบริเวณที่เกิดเหตุอยู่บนถนนสุทธาวาสไม่ใช่หลังซอยโรงถ่านและจำเลยไม่มีท่าทางเป็นพิรุธ คงเพียงแต่นั่งโทรศัพท์อยู่เท่านั้น การที่สิบตำรวจโท ก.และสิบตำรวจตรี พ. อ้างว่า เกิดความสงสัยในตัวจำเลยจึงขอตรวจค้น โดยไม่มีเหตุผลสนับสนุนว่าเพราะเหตุใดจึงเกิดความสงสัยในตัวจำเลยจึงเป็นข้อสงสัยที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้สึกเพียงอย่างเดียว ถือไม่ได้ว่ามีเหตุอันควรสงสัยตามกฎหมายดังกล่าวที่จะทำการตรวจค้นได้ การตรวจค้นตัวจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยซึ่งถูกกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงมีสิทธิโต้แย้งและตอบโต้เพื่อป้องกันสิทธิของตนตลอดจนเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งใดๆ อันสืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบดังกล่าวได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง

เป็นฎีกาที่น่าจะศึกษาไว้เป็นอุทธาหรณ์อย่างยิ่ง ทั้งสายตรวจ และ พงส. เพื่อหาทางปิดช่องว่างข้อกฎหมาย

...........................................................

สำหรับประโยคสุดท้ายที่เว็บสอบสวนกล่าวไว้ว่า  เป็นฎีกาที่น่าจะศึกษาไว้เป็นอุทธาหรณ์อย่างยิ่ง ทั้งสายตรวจ และ พงส. เพื่อหาทางปิดช่องว่างข้อกฎหมาย   ซึ่งผู้เขียนกลับมองว่าประโยคนี้ น่าจะเขียนใหม่ว่า
เป็นฎีกาที่น่าจะศึกษาไว้เป็นอุทธาหรณ์อย่างยิ่ง ทั้งสายตรวจและ พงส. เพื่อการปฏิบัติหน้าที่ที่ต้องแสดงความสุภาพ  ให้เกียรติแก่ประชาชน  และอย่ามองว่าประชาชนเป็นทุจริตชนไปเสียหมด


ครับผม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น