วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ผู้ไกล่เกลี่ยฯ จะเข้าไปเป็นผู้ไกล่เกลี่ยความผิดที่มีโทษทางอาญาได้หรือไม่

ผู้ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาททางแพ่ง  จะเข้าเป็นผู้ไกล่เกลี่ยความผิดที่มีโทษทางอาญาที่เป็นความผิดอันยอมความได้และไม่ใช่ความผิดเกี่ยวกับเพศ ตามกฎกระทรวงว่าด้วยการไกล่เกลี่ยความผิดที่มีโทษทางอาญา พ.ศ.๒๕๕๓  ได้หรือไม่

จากการที่เมื่อต้นปี ๒๕๕๔  ผู้เขียนได้เข้ารับการอบรมการปฏิบัติหน้าที่และเข้าร่วมฟังการอบรม ”ผู้ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาททางแพ่ง” ในระดับอำเภอ  รวม    ครั้ง  ผู้เขียนได้ฟังวิทยากรที่มาอบรม ได้แนะนำวิธีการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาททางแพ่ง ตามกฎกระทรวงว่าด้วยการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาททางแพ่ง พ.ศ.๒๕๕๓  เสร็จแล้ว ก็จะต่อด้วยวิธีการเข้าไปทำการไกล่เกลี่ยความผิดอาญาของผู้ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาททางแพ่ง ตามกฎกระทรวงว่าด้วยการไกล่เกลี่ยความผิดที่มีโทษทางอาญา พ.ศ.๒๕๕๓  จนจบทั้งสองครั้ง   เผอิญผู้เขียนได้บังอาจศึกษากฎกระทรวงฯ ทั้งสองเพื่อแอบทำความเข้าใจก่อนที่จะเข้ารับการอบรมแล้ว เห็นว่า 

ในกฎกระทรวงว่าด้วยการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาททางแพ่ง พ.ศ.๒๕๕๓  ข้อ ๒  ให้คำจำกัดความ “ผู้ไกล่เกลี่ย” หมายความว่า บุคคลที่ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท

ส่วนในกฎกระทรวงว่าด้วยการไกล่เกลี่ยความผิดที่มีโทษทางอาญา พ.ศ.๒๕๕๓  ข้อ ๓  บัญญัติว่า “บรรดาความผิดที่มีโทษทางอาญาที่เกิดขึ้นในเขตอำเภอใด  ถ้าผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหายินยอมหรือแสดงความจำนงให้มีการไกล่เกลี่ย  ให้นายอำเภอหรือปลัดอำเภอของอำเภอนั้นเป็นผู้ไกล่เกลี่ยตามควรแก่กรณี”

และหากเข้าไปอ่านกฎกระทรวงฯ ทั้งสอง จะแยกได้ว่า ข้อพิพาททางแพ่งจะมีบัญชีรายชื่อบุคคลที่จะทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ย มีนายอำเภอหรือปลัดอำเภอหรืออัยการเป็นประธานคณะผู้ไกล่เกลี่ย  ส่วนข้อพิพาททางอาญาจะมีนายอำเภอหรือปลัดอำเภอเป็นผู้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย

แล้วการที่ผู้ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาททางแพ่งจะเข้าไปทำการไกล่เกลี่ยความผิดอาญานั้นน่ะ  มีสิทธิมีอำนาจหรือไม่ แล้วหากบังเอิญไม่ว่าจะด้วยเหตุใด ผู้ไกล่เกลี่ยฯ นี้ได้ถูกเข้าไปทำการไกล่เกลี่ยจนมีการทำหนังสือตกลงยินยอมระหว่างผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหาแล้ว  หนังสือนี้จะมีผลใช้บังคับได้หรือไม่   ผู้เขียนจึงเรียนถามวิทยากรว่า ในกฎกระทรวงว่าด้วยการไกล่เกลี่ยความผิดที่มีโทษทางอาญา พ.ศ.๒๕๕๓  ไม่มีการกล่าวถึงผู้ไกล่เกลี่ยตามบัญชีรายชื่อเลย  แล้วจะให้เข้าไปทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยได้หรือ  วิทยากรตอบว่า  “ได้  ทำไปเถอะ เพื่อให้ข้อขัดแย้งได้ยุติลง”  ผู้เขียนก็มิได้ถามหรือตอบรับใดๆ ต่อ 

ขณะนั้น ผู้เขียนคิดอยู่ในใจเป็นปัญหาสามแนวทาง  คือ

แนวทางแรก   หากจะได้มีการไกล่เกลี่ยความผิดอาญา  แบบฟอร์มของกรมการปกครองที่นายอำเภอหรือปลัดอำเภอจะต้องลงรายการ ลงสารบบจะต้องมีระบุตำแหน่งของผู้ไกล่เกลี่ยไว้แล้วว่า....นายอำเภอ/ปลัดอำเภอ     ผู้ทำการไกล่เกลี่ย....   แล้วผู้ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาททางแพ่งจะไปลงชื่อช่องไหน ในฐานะอะไร

แนวทางที่สอง   หากจะให้ผู้ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาททางแพ่งทำการไกล่เกลี่ย ก็น่าที่จะเป็นลักษณะของเข้าไปในฐานะเป็นบุคคลที่ผู้เสียหายหรือผู้ถูกกล่าวหาไว้ใจ ให้เข้ารับฟังการไกล่เกลี่ยได้ ตามที่ระบุในข้อ ๘  แห่งกฎกระทรวงว่าด้วยการไกล่เกลี่ยความผิดที่มีโทษทางอาญา พ.ศ.๒๕๕๓   ซึ่งในทางปฏิบัติและเป็นไปได้ก็คือมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีความเคารพนับถือในตัวผู้ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาททางแพ่ง  อยากให้เข้าไปช่วยเจรจากับอีกฝ่าย  ไม่อยากเข้าคุกเข้าตะราง ซึ่งบางทีอีกฝ่ายก็อาจให้ความเคารพเป็นทุนอยู่แล้ว  การจะเข้าไปช่วยเจรจาเช่นนี้ จะช่วยให้เกิดข้อยุติได้ง่าย  และเชื่อว่านายอำเภอหรือปลัดอำเภอที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ย ก็จะยินดีที่จะทำให้เกิดประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย  และเมื่อจะต้องมีการลงชื่อในหนังสือตกลงยินยอม อย่างน้อยก็ให้ผู้ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาททางแพ่งลงชื่อในฐานะ ..พยาน..น่าจะเหมาะสมและเป็นการให้เกียรติที่ได้มีส่วนช่วยไกล่เกลี่ยจนยุติลงได้

แนวทางที่สาม   สมมุตินะครับ  สมมุติว่าผู้ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาททางแพ่ง เข้าใจว่าตนได้เข้าเป็นผู้ไกล่เกลี่ยความผิดอาญา แล้วจะได้รับเงินค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายในการเดินทางในการทำหน้าที่ผู้ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท เช่นกับที่ได้รับจากการไกล่เกลี่ยฯ ข้อพิพาททางแพ่งแล้ว  ทางอำเภอก็ไม่สามารถจะตั้งเบิกค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้แก่ผู้ไกล่เกลี่ยฯ ได้เลย  แต่แนวทางนี้ ผู้เขียนคิดว่าไม่น่าจะอยู่ในความคิดของผู้ไกล่เกลี่ยฯ  เพราะผู้ไกล่เกลี่ยฯ ตามบัญชีรายชื่อ ต่างสมัครเข้ามาด้วยจิตอาสา  เพื่อการช่วยเหลือสังคมให้มีความสงบสุข มีความสมานฉันท์ เอื้อเฟื้อเกื้อกูลต่อกัน  อาจไม่ทราบมาแต่แรกว่าการทำหน้าที่ผู้ไกล่เกลี่ยฯ นี้ มีค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้


ผู้เขียนเห็นว่า หากตีความตามกฎกระทรวงว่าด้วยการไกล่เกลี่ยความผิดที่มีโทษทางอาญา พ.ศ.๒๕๕๓ แล้ว ผู้ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาททางแพ่ง ไม่อาจเข้าไปทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยความผิดที่มีโทษทางอาญาได้เลย และหากเข้าไปทำการไกล่เกลี่ยจนกระทั่งมีการทำหนังสือตกลงยินยอมแล้ว หนังสือตกลงยินยอมดังกล่าวก็มิอาจใช้บังคับต่อกันได้(ขอแก้ไขเพิ่มเติม : ที่กล่าวว่ามิอาจใช้บังคับต่อกันได้นี้ หมายถึงใช้บังคับตามกฎกระทรวงว่าด้วยการไกล่เกลี่ยความผิดที่มีโทษทางอาญา พ.ศ.๒๕๕๓   แต่หนังสือยินยอมที่ได้ทำไว้นั้นอาจไม่สูญเปล่า สามารถใช้เป็นหนังสือประนีประนอมยอมความกันได้ แต่ต้องอยู่ในเรื่องของอายุความด้วย....๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๕) 

ผู้เขียนอยากฟังความคิดเห็นของผู้ไกล่เกลี่ยฯ หรือผู้อ่านทุกท่าน  ขอทุกท่านได้นำออกมาแบ่งปัน มาแชร์ มาปรับแก้ มาจูนเข้าหากัน เพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวมด้วยนะครับ


วันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2555

กรมคุ้มครองสิทธิฯ จัดอบรมพัฒนาศักยภาพเครือข่าย

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2555 ที่โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว จังหวัดเชียงใหม่ นายชูชาติ กีฬาแปง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เปิดการฝึกอบรมเพื่อสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพเครือข่ายในการดำเนินกิจกรรมการจัดการความขัดแย้งในชุมชนการไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทในชุมชน” รุ่นที่ 1 ซึ่งกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ร่วมกับกรมการปกครอง จัดโครงการดังกล่าว โดยเชิญกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วยปลัดอำเภอผู้ดูแลงานอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน, ตัวแทนผู้ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาททางแพ่ง อำเภอละ 1 คน, อาสาสมัครยุติธรรมชุมชนอาสาสมัครคุมประพฤติชุมชนและอาสาสมัครกลุ่มต่างๆจาก 25 อำเภอ ของจังหวัดเชียงใหม่ และ 9 อำเภอของจังหวัดพิษณุโลก ประมาณ 250 คนเข้าร่วมฝึกอบรม เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจต่อการดำเนินกิจกรรมจัดการความขัดแย้งในชุมชนตามนโยบายของกระทรวงยุติธรรมที่มุ่งให้มีการ บูรณาการในการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง

ทั้งนี้ ในการเสริมสร้างความปรองดองของคนในชาติ เน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในชุมชน เพื่อการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน อำนวยความยุติธรรมและจัดการกับความขัดแย้งในชุมชน ด้วยวิธีการเจรจาไกล่เกลี่ยประนีประนอมยอมความโดยเฉพาะคดีทางแพ่งเพื่อลดการฟ้องร้องและจำนวนคดีที่จะขึ้นสู่ศาลสถิตยุติธรรม ลดภาระของศาลได้เป็นอย่างมาก การจัดฝึกอบรมครั้วนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่10 – 14 มิถุนายน 2555 ซึ่งจะทำให้ผู้ผ่านการฝึกอบบรมสามารถนำเอาความรู้ที่ได้รับจากวิทยากรไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทและการจัดการความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

วันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2555


โครงการพัฒนาบุคลากรผู้ไกล่เกลี่ย
อำเภอไชยปราการ  จังหวัดเชียงใหม่
 ๑.       ชื่อโครงการ
            โครงการพัฒนาบุคลากรผู้ไกล่เกลี่ยอำเภอไชยปราการ  จังหวัดเชียงใหม่

๒.      หลักการและเหตุผล
การทำงานของผู้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทของประชาชนในท้องที่ของแต่ละอำเภอ เป้าหมายในการทำงานก็เพื่อช่วยเหลือทางราชการให้คู่พิพาทยินยอมร่วมกัน ให้ตกลงกันได้โดยไม่ต้องถึงขั้นฟ้องร้องกันในชั้นศาล

ดังนั้นผู้ที่จะทำหน้าที่อันมีเกียรติ จะต้องมีความรู้พื้นฐานด้านกฎหมายและกระบวนการทุกอย่าง ศึกษารายละเอียดทุกอย่างให้เข้าใจและสามารถนำไปปฏิบัติจริงได้  สมควรได้รับการอบรมให้เข้าใจในการทำงานให้มีประสิทธิภาพต่อไป

๓.      วัตถุประสงค์
๓.๑   เพื่อให้บุคลากรที่ทำหน้าที่มีความรู้ ความเข้าใจในด้านกฎหมาย
๓.๒   เพื่อให้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  บรรลุผลสำเร็จ

๔.   เป้าหมาย
            บุคลากรทุกอำเภอได้ผ่านการอบรม  สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

๕.   วิธีดำเนินงาน
๕.๑   บุคลากรของชมรมผู้ไกล่เกลี่ยจังหวัดเชียงใหม่ร่วมกับตัวแทนของแต่ละอำเภอประชุมวางแผนดำเนินการ
๕.๒   เสนอโครงการที่จะดำเนินงานให้ทางราชการที่รับผิดชอบ

๖.   สถานที่ดำเนินงาน
            ทุกอำเภอในจังหวัดเชียงใหม่

๗.   ระยะเวลาดำเนินการ
            ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๕ – พ.ศ.๒๕๕๖

๘.   ผู้รับผิดชอบโครงการ
            คณะกรรมการชมรมผู้ไกล่เกลี่ย ร่วมกับหน่วยราชการ

๙.   งบประมาณ
            งบประมาณจากหน่วยราชการที่รับผิดชอบ

๑๐.  ผลที่คาดว่าจะได้รับ
            บุคลากรที่ได้รับแต่งตั้งทุกอำเภอ มีคุณภาพ มีความรู้ความสามารถทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย บรรลุผลสำเร็จ 



                                                                           ลงชื่อ       เทิดศักดิ์  วงศ์คำปัน      ผู้เสนอโครงการ
                                                                                     (   นายเทิดศักดิ์   วงศ์คำปัน  )  
                                                                                                                                    086-0835164
                                                                            ฝ่ายวิชาการชมรมผู้ไกล่เกลี่ยฯ จังหวัดเชียงใหม่
                                                                                        ตัวแทนอำเภอไชยปราการ 


                                                                           ลงชื่อ     พึงพิศ    สมนาวรรณ     ผู้เห็นชอบโครงการ
                                                                                     (   นางพึงพิศ   สมนาวรรณ   )   
                                                                                                                                  081-8828873
                                                                               ประธานชมรมผู้ไกล่เกลี่ยฯ จังหวัดเชียงใหม่

รายงานการประชุมครั้งที่ ๔ วันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๕

รายงานการประชุม
 ชมรมผู้ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาททางแพ่ง จังหวัดเชียงใหม่ 
            ประชุมเมื่อวันที่  ๒๕  พฤษภาคม  ๒๕๕๕   ณ ห้องประชุมใหญ่  ชั้น ๒  ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่  โดยนางพึงพิศ   สมนาวรรณ  ประธานชมรมฯ ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม  มีผู้ไกล่เกลี่ยฯ อำเภอต่างๆ จำนวน  ๒๗  คน เข้าร่วมประชุม  
ผู้ไกล่เกลี่ยฯที่เข้าประชุม   
๑.         นางพึงพิศ                       สมนาวรรณ          อำเภอเมืองเชียงใหม่           ประธานชมรมฯ  
                        ๒.         นายประสิทธิ์                    ศรีโกไสย             อำเภอเมืองเชียงใหม่
                        ๓.         นางวรวรรณ                     มหานันทโพธิ์        อำเภอเมืองเชียงใหม่
                        ๔.         นางเทิดขวัญ                     คำเรือง               อำเภอหางดง
                        ๕.         นางสาวอวัสดา                  สังสีแก้ว              อำเภอหางดง
                        ๖.         ร.ต.ต.เดช                        ยาวิชัย                อำเภอหางดง
                        ๗.         นายแสน                         ธิเขียว                 อำเภอหางดง
                        ๘.         นายปรียชาติ                     พลอยสุข             อำเภอหางดง
                        ๙.         นายดลเดช                       อินทะจักร์            อำเภอหางดง
                        ๑๐.       นายยุทธนา                      วงศ์ฝั้น               อำเภอหางดง
                        ๑๑.       นางจาริณี    กาญจนวิโรจน์  บลีด้อน               อำเภอหางดง
                        ๑๒.       นางอรษา                        ตันติพงศ์             อำเภอสันทราย                 เหรัญญิก
                        ๑๓.       นางอรญา                        รักษ์ขันติ             อำเภอสันทราย
                        ๑๔.       นางสาวสายทอง                ใจแดง                อำเภอดอยเต่า                 รองประธานชมรม
                        ๑๕.       นายบุญมี                        เรือนชัย              อำเภอแม่แตง                   ผู้ช่วยฝ่ายวิชาการ
                        ๑๖.       นายอิ่นแก้ว                      ท้าวบุญเรือง         อำเภอจอมทอง
                        ๑๗.       นายวรการ                       ตุ้ยหล้า               อำเภอแม่ริม
                        ๑๘.       นายประสิทธิ์                    กำแพงแก้ว          อำเภอแม่ริม
                        ๑๙.       นายจำรัส                        คำมูล                 อำเภอแม่ริม
                        ๒๐.       นายประกิต                      นามวงค์              อำเภอสารภี                    นายทะเบียน
                        ๒๑.       นายสุทัศน์                       จิตบาล               อำเภอสารภี
                        ๒๒.       นางศรีนวล                      สุภาวัฒน์             อำเภอสารภี
                        ๒๓.       นางวันดี                          เงาเดช                อำเภอสารภี
                        ๒๔.       นางเรือนคำ                     อภิรมย์               อำเภอสารภี
                        ๒๕.       นางจันทร์เพ็ญ                  ทองชาติ              อำเภอสารภี
                        ๒๖.       นายวีระยุทธ                     บูรณะประภา        อำเภอสารภี                   เลขานุการ
                        ๒๗.       นายมงคล                        ขุนปัญญา            อำเภอสารภี
ผู้เข้าร่วมประชุม

                      นางสังคม     คุณรังษี      ประธานเครือข่ายกองทุนหมู่บ้าน ต.ไชยสถาน อำเภอสารภี
เอกสารแนบ      
-     บัญชีรายรับ-รายจ่าย ของชมรมฯ
                        -          ใบสมัครสมาชิกชมรมฯ
                        -          ใบสมัครเครือข่าย/อาสาสมัครคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ
 เริ่มประชุมเวลา  ๙.๔๕  นาฬิกา
วาระที่ ๑         เรื่องที่ประธานที่ประชุม แจ้งให้ทราบ
ประธานกล่าวเปิดประชุม ขอต้อนรับผู้ไกล่เกลี่ยและผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่านด้วยความยินดี ครั้งนี้มีผู้ไกล่เกลี่ยฯ มาเข้าประชุมมากที่สุด ขอให้ผู้ไกล่เกลี่ยฯ แนะนำตัวให้เพื่อนๆ ทราบโดยทั่วกันด้วย
มีนางสังคม  คุณรังษี  ประธานเครือข่ายกองทุนหมู่บ้านตำบลไชยสถาน อ.สารภี และประธานกลุ่มฯ ซึ่งเป็นงานจิตอาสา มาเข้าร่วมประชุมด้วยในวันนี้   
ประธานได้อธิบายที่มาของการตั้งชมรมฯ ให้ผู้ไกล่เกลี่ยฯ ที่พึ่งมาเข้าประชุมเป็นครั้งแรกให้ทราบว่า การคิดตั้งชมรมฯ นี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ผู้ไกล่เกลี่ยฯ ที่เป็นตัวแทนของแต่ละอำเภอที่ส่งเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรนักเจรจาไกล่เกลี่ยระดับเข้มข้นและหลักสูตรแนวคิดพื้นฐานการจัดการความขัดแย้ง ตามโครงการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพและอำนวยความเป็นธรรมสู่ประชาชน เพื่อเป็นการขยายผลหรือขับเคลื่อน MOU ให้มีผลเป็นรูปธรรม  โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กรมการปกครอง และสถาบันพระปกเกล้า ในระหว่างวันที่  ๑๐-๑๓  ตุลาคม  ๒๕๕๔    โรงแรมเชียงใหม่ออคิด แล้วนั้น  ต่างพิจารณาเห็นพ้องต้องกันว่าการจะขับเคลื่อนงานของผู้ไกล่เกลี่ยฯ ให้เดินหน้าตามวัตถุประสงค์ของการออกประกาศกฎกระทรวงฯ จะต้องมีการติดตามและประสานกับทางอำเภอให้มีความชัดเจน  ซึ่งหากผู้ไกล่เกลี่ยฯ ตัวแทนของแต่ละอำเภอติดตามกันเองแล้ว อาจจะไม่ได้รับการเอาใจใส่จากอำเภอได้  น่าที่จะจัดตั้งเป็นหน่วยองค์กรคือตั้งเป็นชมรมให้เป็นที่ยอมรับเสียก่อน  จึงได้มีการนัดประชุมตัวแทนผู้ไกล่เกลี่ยฯ ของแต่ละอำเภอที่เข้ารับการฝึกอบรมฯ ดังกล่าวเมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๔  ได้รับความร่วมมือของที่ทำการปกครองจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีจ่าจังหวัด เจ้าพนักงานปกครองและนิติกร ทำการปกครองจังหวัดเข้าร่วมประชุม คอยแนะนำและให้ความเห็นทุกครั้ง มีการร่างข้อบังคับชมรม เสนอเรื่องการจัดตั้งชมรมฯ และได้รับความเห็นชอบจากผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ  กระทรวงยุติธรรม
เนื่องจากชมรมฯ มิได้มีงบประมาณหรือรายได้ใดๆ ที่จะนำมาบริหารกิจกรรม  จึงต้องขอบรรดาผู้ไกล่เกลี่ยฯ ที่ร่วมคิดริเริ่มก่อตั้งชมรมฯ สละทรัพย์ส่วนตัวคนละเล็กละน้อย เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเอกสาร, การติดต่อผู้ไกล่เกลี่ยฯ อำเภอต่างๆ  เพื่อให้รับถึงการก่อตั้งชมรมฯ อีกทั้งการตั้งเป็นชมรมฯ และจดทะเบียนแล้ว ยังสามารถเสนอของบประมาณจากหน่วยราชการหรือองค์กร เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานของผู้ไกล่เกลี่ยฯ จังหวัดเชียงใหม่อีกด้วย
นายประสิทธิ์  ศรีโกไสย ผู้ไกล่เกลี่ยฯ อำเภอเมืองเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัจจุบันมีการใช้อำนาจของรัฐหรือขององค์กรของรัฐไปในทางที่ไม่ถูกต้อง การก้าวก่ายหรือกระทำการเกินกว่าอำนาจที่มีอยู่  ทำให้เกิดมีข้อขัดแย้งในชุมชน ควรที่จะมีการนำระเบียบ นำกฎหมายไปใช้ ไปอธิบายให้บุคคลผู้ใช้อำนาจหรือกระทำการที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายได้รับทราบ ได้เข้าใจและปฏิบัติตนให้ถูก ต้อง   ส่วนตนเองตั้งแต่ได้รับการขึ้นบัญชีรายชื่อเป็นผู้ไกล่เกลี่ยฯ ของอำเภอเมืองเชียงใหม่มาปีเศษนี้ ยังไม่เคยได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ผู้ไกล่เกลี่ยฯ เลย  ไม่ทราบว่าที่อำเภอเมืองไม่เคยมีข้อพิพาทเกิดขึ้นเลย หรือทางอำเภอมิได้ใส่ใจต่องานของผู้ไกล่เกลี่ยฯ
นางศรีนวล  สุภาวัฒน์  ผู้ไกล่เกลี่ยฯ อำเภอสารภี  ถามว่าตนเองก็พึ่งได้ทำหน้าที่ผู้ไกล่เกลี่ยฯ ไปเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดเช่นกัน  ตนเองมีจิตอาสาในด้านนี้อยู่แล้ว จึงพร้อมเสมอที่จะช่วยเหลือชุมชนให้เกิดความสงบสุข
ประธานให้ความเห็นว่าปัญหาข้อพิพาทในอำเภอต่างๆ น่าจะมี แต่ทางอำเภออาจได้จัดการระงับข้อพิพาทนั้นๆ โดยทางอำเภอเอง  อาจเป็นไปได้ที่ทางอำเภอมิได้ให้ความสำคัญกับงานผู้ไกล่เกลี่ยฯ   ซึ่งเป็นปัญหาคาใจของผู้ไกล่เกลี่ยฯ มาจนปัจจุบัน การคิดตั้งชมรมฯ ขึ้นมาก็เพราะต่างได้มองเห็นปัญหานี้  เราจะใช้ชมรมฯ เป็นศูนย์การขับเคลื่อนงานไกล่เกลี่ยฯ เข้าสู่แต่ละอำเภอ ซึ่งชมรมฯ ได้มีแผนงานโครงการพัฒนาบุคลากรผู้ไกล่เกลี่ยฯ ไว้แล้ว อยู่ระหว่างการกำหนดอำเภอนำร่องที่ชมรมฯ จะเข้าไปดำเนินการตามแผนงานในเร็วๆ นี้
ประธานได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า ทางกรมการปกครองได้จัดสรรงบประมาณจำนวน  ๓๐,๐๐๐ บาท ลงยังทุกอำเภอแล้ว  รายละเอียดตามเอกสารที่จะได้แจ้งให้ทราบต่อไป  
นายมงคล  ขุนปัญญา  ผู้ไกล่เกลี่ยฯ อำเภอสารภี บอกว่าตนไม่เคยได้รับแจ้งการประชุมของชมรมฯ และชมรมฯ ก็ไม่มีรายงานการประชุมครั้งที่แล้วให้ดู ไม่ทราบเนื้อหาของการประชุมเลย  จึงอยากได้เอกสารต่างๆ และรายงานการประชุมของที่ผ่านมาด้วย
นายวีระยุทธฯ เลขาฯ  ขอเป็นผู้ชี้แจงว่า  ในการประชุมแต่ละครั้งที่ผ่านมา ตนได้จัดสำเนารายงานการประชุมและเอกสารประกอบการประชุม มาให้แก่ผู้เข้าประชุมที่หน้าห้องทุกครั้ง เตรียมมาเป็นจำนวนมากเกือบเท่ากับจำนวนหนังสือเชิญประชุมที่ออกไป คือประมาณ ๕๐ ชุด แต่เมื่อถึงวันประชุมก็มีผู้มาประชุมเพียง ๑๐ กว่าท่าน ตนก็ต้องหอบเอกสารจำนวนมากเหล่านั้นกลับทุกครั้ง ในการประชุมครั้งนี้ แม้จะส่งหนังสือเชิญผู้ไกล่เกลี่ยฯ จำนวน ๙๗ ท่าน ได้ขอด้วยว่าหากท่านใดจะเข้าร่วมประชุม ขอให้แจ้งกลับด้วย ก็ได้รับแจ้งกลับว่าไม่ว่าง ๆ ติดธุระหลายท่าน   ใจจึงเริ่มท้อว่าชมรมฯ ไม่ได้รับความร่วมมือจากกรรมการหลายท่านที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ มาประชุมครั้งสองครั้งแล้วก็หายไป กับมีผู้ไกล่เกลี่ยฯ ที่มาเข้าประชุมประจำไม่กี่ท่าน  ครั้งนี้ตนจึงไม่ได้เตรียมมาเพราะคาดเอาเองว่า ไม่แคล้วมีแต่กรรมการ ๗-๘ ท่าน กับผู้ไกล่เกลี่ยฯ อีก ๒-๓ ท่านมาประชุมเท่านั้น วันนี้ตนก็มาถึงห้องประชุมช้า คือ ๙.๓๕ น. เห็นที่หน้าห้องประชุมมีแต่ประธานกับกรรมการนั่งอยู่ ๒ ท่าน ก็ได้แต่ถอนหายใจ แต่ครั้นเปิดประตูห้องประชุมเข้ามา เห็นมีผู้ไกล่เกลี่ยฯ ๒๐ กว่าท่านนั่งรอการเริ่มประชุม ก็ตกใจ ระคนกับรู้สึกดีใจที่มีผู้ไกล่เกลี่ยฯสนใจมาร่วมเข้าประชุมเป็นจำนวนมาก  ต้องขอขอบคุณทุกๆ ท่าน และต้องขอโทษที่ไม่ได้จัดเตรียมเอกสารมาให้ในวันนี้ จะไม่ให้เกิดขึ้นในครั้งต่อไปอีก และจะขอจัดส่งเอกสารไปให้ท่านที่ต้องการหลังการประชุมวันนี้ต่อไป
นายอิ่นแก้ว  ท้าวบุญเรือง  ผู้ไกล่เกลี่ยฯ อำเภอจอมทอง ถามว่า ตามที่ชมรมฯ ได้จัดประชุมมา แจ้งว่ามีเอกสารระบุว่าการประชุมครั้งที่ ๒  จัดเมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๕๕   การประชุมครั้งที่ ๓  จัดเมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๕   แล้วการประชุมครั้งที่จัดที่โรงแรมศิรินาถ อ.เมืองเชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๕  ขาดหายไป ไม่ทราบว่านับครั้งการประชุมอย่างไร
นายวีระยุทธฯ ขอชี้แจงว่า การจัดขึ้นที่โรงแรมศิรินาถนั้น ตนได้ทำหนังสือเชิญโดยระบุว่า “ขอเชิญฟังการบรรยายร่วมของชมรมผู้ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาททางแพ่ง จังหวัดเชียงใหม่ กับสถาบันจัดการทางสังคม(สจส.) จังหวัดเชียงใหม่..”  มิได้เป็นการเชิญประชุมชมรมฯ  ลำดับครั้งของการประชุมจึงถูกต้องแล้ว
            นายมงคลฯ ได้แจ้งประธานว่า ขอให้ที่ประชุมดำเนินการประชุมตามวาระโดยเคร่งครัด เรื่องใดที่ไม่อยู่ในวาระก็ขอให้นำไปคุยกันในวาระอื่นๆ  ซึ่งขณะนี้น่าจะเข้าวาระรับรองรายงานการประชุมเมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๕ ได้แล้ว
            นายวีระยุทธฯ ขอเป็นผู้ชี้แจงว่า เนื่องจากการประชุมผู้ไกล่เกลี่ยฯ นี้ มีความหลากหลายของความนึกคิดของผู้เข้าประชุม ที่ประชุมต้องการทราบความคิดเห็นของเพื่อนๆ ผู้ไกล่เกลี่ยฯ  ในการประชุมที่ผ่านมาทุกครั้ง หากผู้ไกล่เกลี่ยฯ ท่านใดได้สอบถามหรือจะบอกกล่าวในเรื่องใดๆ ก็สามารถกล่าวได้ทันทีโดยจะไม่เน้นให้ตรงวาระ  เพราะถือว่าเป็นการเข้ามาประชุมกันฉันท์พี่ฉันท์น้อง  ด้วยความเป็นมิตร มีความรู้สึกที่ดีต่อกัน  จะไม่เคร่งครัดในระเบียบมากนัก  หากจะรอกล่าวให้ตรงวาระ ท่านนั้นๆ อาจลืมคำถามลืมความคิดเห็นที่จะแสดงได้ และในการประชุมนี้ ก็จะขอให้ยึดถือเอาการที่ผู้ไกล่เกลี่ยฯ ทุกท่านสามารถแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระในเวลาใดๆ ก็ได้ต่อไป ต้องขออภัยด้วยหากจะไม่เป็นไปตามระเบียบของการประชุมทั่วๆ ไป  
วาระที่ ๒     รับรองรายงานการประชุมเมื่อวันที่  ๒๔  เมษายน  ๒๕๕๕
            ที่ประชุมรับรองรายงานการประชุมเมื่อวันที่  ๒๔  เมษายน  ๒๕๕๕ 
วาระที่ ๓     รับรองรายรับ-รายจ่ายของชมรมฯ 
          นายวีระยุทธฯ ซึ่งได้รักษาเงินของชมรมฯ ไว้ระหว่างรอส่งมอบแก่เหรัญญิก แจ้งว่ายอดเงินคงเหลือ ณ วันที่  ๒๔ เมษายน  ๒๕๕๕  จำนวน  ๖๒๕  บาท กรรมการชมรมฯ ได้บริจาคสมทบให้ในวันดังกล่าวอีกรวมเป็นเงิน  ๓,๕๐๐  บาท  ชมรมฯ จึงมีเงิน ณ วันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๕  จำนวนทั้งสิ้น ๔,๑๒๕  บาท  มีค่าใช้จ่ายในการถ่ายเอกสารและค่าแสตมป์ในวันที่ ๑๑ พฤษภาคม  ๒๕๕๕   เป็นเงิน  ๔๙๘  บาท  จึงเหลือเงิน ณ วันที่ ๒๔ พฤษภาคม  ๒๕๕๕ จำนวน ๓.๖๒๗  บาท
ที่ประชุมรับทราบและอนุมัติให้จ่ายเงินตามเสนอ 
วาระที่ ๔     เรื่องอื่นๆ (ถ้ามี) 
ประธานแจ้งในที่ประชุมว่า เรามีที่ทำการศูนย์ผู้ไกล่เกลี่ยฯ แล้ว ตั้งอยู่หน้าสนามกีฬาเทศบาล อยู่ภายในสำนักงานยุติธรรมจังหวัดเชียงใหม่ จะจัดให้เป็นศูนย์กลางของผู้ไกล่เกลี่ยฯ เพื่อการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของผู้ไกล่เกลี่ยฯ ต่อไป
นายวีระยุทธฯ  แจ้งว่าในการส่งหนังสือเชิญประชุมครั้งนี้ ยังคงมีผู้ไกล่เกลี่ยฯ ไม่ได้รับหนังสือและหนังสืออาจล่าช้าผ่านวันนัดประชุมนี้ดังเช่นที่ผ่านมาอีก อาจจะเนื่องจากการส่งหนังสือทางไปรษณีย์ติดแสตมป์เพียงฉบับละ ๓ บาท มิได้ลงทะเบียน ทางการสื่อสารฯ จึงอาจไม่สนใจที่จะนำส่งหรือรักษา  ครั้นจะส่งลงทะเบียนฉบับละ ๑๓ บาท ชมรมฯ ก็ไม่มีเงินพอที่จะกระทำเช่นนั้นได้เพราะจะเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก แม้การส่งหนังสือเชิญนี้ ก็มิได้ส่งถึงผู้ไกล่เกลี่ยฯ ทุกท่านในจังหวัดที่มีทั้งสิ้นจำนวน ๖๐๓ ท่าน แต่จะสุ่มส่งเฉพาะท่านที่เคยมา, ที่เคยตอบรับและท่านที่น่าจะสะดวกเดินทางมาเข้าประชุมด้วยค่าใช้จ่ายของตนเอง  แต่ก็ได้แจ้งกำหนดการประชุมฯ ทาง SMS เตือนผู้ไกล่เกลี่ยฯ ที่มีหมายเลขโทรศัพท์บันทึกไว้แล้วอีกครั้งหนึ่ง   จึงขอผู้ไกล่เกลี่ยฯ ช่วยคิดหาวิธี หาทางแก้ไขที่จะทำให้หนังสือเชิญส่งถึงมือผู้ไกล่เกลี่ยฯ ในเวลาที่เหมาะสมด้วย
นายอิ่นแก้วฯ ให้ความเห็นว่า การส่งหนังสือเชิญประชุมของชมรมฯ นี้ ในเมื่อผู้ก่อตั้งชมรมฯ ที่ได้เป็นกรรมการชมรมฯ จะเป็นด้วยจิตอาสาและได้สละเงินเพื่อการดำเนินกิจกรรมของชมรมฯ อย่างจำกัดไม่ได้ แต่ต้องสละเงินอย่างเต็มที่เพื่อการนี้อีกด้วย แม้การส่งหนังสือเชิญที่จะต้องลงทะเบียนที่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าปกติก็ตาม
นายมงคลฯ เสนอว่าให้ทำหนังสือถึงอำเภอขอให้อำเภอมีหนังสือแจ้งแก่ผู้ไกล่เกลี่ยฯ ในแต่ละอำเภออีกทางหนึ่งด้วย
ที่ประชุมเห็นด้วยกับวิธีการทำหนังสือถึงอำเภอตามที่นายมงคลฯ เสนอ โดยจะนำไปพิจารณาการทำหนังสือออกต่อไป
ผู้ไกล่เกลี่ยฯ หลายท่านฯ เสนอขอให้มีการจัดตั้งชมรมผู้ไกล่เกลี่ยฯ ในแต่ละอำเภอ และจัดส่งตัวแทนมาเข้าร่วมประชุมชมรมฯ ในทุกครั้ง เพื่อที่ตัวแทนฯ จะได้นำเนื้อหา นำรายละเอียดกลับไปแจ้งให้แก่ผู้ไกล่เกลี่ยฯ ในแต่ะอำเภอทราบต่อไป
นายวีระยุทธฯ แจ้งว่า ขณะนี้ได้มีผู้ไกล่เกลี่ยฯ อำเภอแม่ริมและอำเภอหางดง ได้จัดตั้งชมรมฯ ของอำเภอ โดยทางอำเภอทั้งสองได้รับทราบแล้ว นับว่าเป็นความก้าวหน้าที่ดีของผู้ไกล่เกลี่ยฯ แต่การที่ผู้ไกล่เกลี่ยฯ แต่ละอำเภอจะตั้งชมรมฯ อำเภอ ขึ้นนั้น ก็จะเป็นในส่วนที่ผู้ไกล่เกลี่ยฯ ของแต่ละอำเภอดำเนินการกันเองก่อน  แต่ส่วนการที่ผู้ไกล่เกลี่ยจะได้รับการสนับสนุนจากทางอำเภอหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลของทางอำเภอนั้นๆ ที่จะมองผู้ไกล่เกลี่ยฯ อย่างไร  โดยขอยกตัวอย่างว่า เมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๕๕ ได้ไปเข้าร่วมประชุมผู้ไกล่เกลี่ยฯ ของอำเภอหนึ่ง มีปลัดอำเภออาวุโสเป็นประธานที่ประชุม ได้มีผู้ไกล่เกลี่ยฯ ถามปลัดฯ ว่า ตั้งแต่อำเภอได้ขึ้นบัญชีรายชื่อพวกตนเป็นผู้ไกล่เกลี่ยฯ แล้ว ยังไม่เคยได้รับการแจ้งจากอำเภอให้ไปทำการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทกันเลย  ปลัดฯ ได้กล่าวตอบว่า ชาวบ้านเขาไม่สนใจพวกผู้ไกล่เกลี่ยฯ หรอก  หากมีเรื่องเกิดขึ้น เขาจะนึกถึงแต่คณะกรรมการหมู่บ้านกันทั้งนั้น ซึ่งเมื่อได้ยินแบบนี้ก็รู้สึกเจ็บลึกๆ  ที่ปลัดฯ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับการอบรมจากกรมการปกครองในเรื่องกฎกระทรวงว่าด้วยการประนีประนอมข้อพิพาททางแพ่ง พ.ศ.๒๕๕๓ มีหน้าที่ดำเนินงานด้านการไกล่เกลี่ยฯ ของอำเภอให้รุดหน้าเป็นไปตามนโยบายของรัฐ  กลับมาบอกกล่าวแก่ผู้ไกล่เกลี่ยฯ เช่นนี้ เสมือนกับปลัดฯ เองก็มิให้ความสนใจกับงานผู้ไกล่เกลี่ยฯ เองเช่นกัน อันเป็นการผิดวิสัยของผู้มีหน้าที่ดูแลงานด้านการไกล่เกลี่ยฯ ของอำเภอ  จึงเป็นการที่เราน่าจะเห็นได้ชัดเจนว่า มีเจ้าพนักงานของอีกหลายอำเภอที่มีความคิดเช่นนี้ อันเป็นผลให้งานของผู้ไกล่เกลี่ยฯในแต่ละอำเภอแทบจะไม่มีการขับเคลื่อนใดๆ เลย  และเพราะชมรมฯ มองเห็นปัญหานี้มาก่อนแล้ว ถึงได้จัดตั้งชมรมฯ ขึ้นมาเพื่อจะทำการขับเคลื่อนเข้าสู่แต่ละอำเภอ ให้เจ้าพนักงานของแต่ละอำเภอได้ยอมรับต่อไป   ชมรมฯ จึงจะขอให้เพื่อนๆ ผู้ไกล่เกลี่ยฯ ได้ร่วมแรงร่วมใจ ช่วยกันผลักดันชมรมฯ และงานไกล่เกลี่ยฯ ให้เป็นรูปธรรมชัดเจนกว่าทุกวันนี้  เพราะการปฏิบัติหน้าที่ผู้ไกล่เกลี่ยฯ นี้ เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย  มีกฎหมายรองรับพวกเราอยู่  อยากผลักดันให้สำเร็จในรุ่นเรา เพื่อผู้ไกล่เกลี่ยฯ ในอายุรุ่นหลังๆ  ทุกวันนี้ที่กรรมการชมรมฯ ไปติดต่อกับหน่วยราชการใด ไม่ว่าจะในฐานะรู้จักกันส่วนตัวหรือตามระบบราชการ ก็จะไปในนามของชมรมฯ เพื่อชมรมฯ  ไม่เคยนำชื่อตนเองไปอ้างเพื่อความดีความชอบแต่อย่างใด ดังนั้น จึงขอความร่วมมือจากผู้ไกล่เกลี่ยฯ ทุกท่านที่เข้ามาประชุมได้ช่วยกันผลักดันงานไกล่เกลี่ยฯ ให้ปรากฏชัดเจนกับทางอำเภอต่อไปด้วย
นางอรษา ตันติพงศ์ เหรัญญิก แจ้งเชิญชวนผู้ไกล่เกลี่ยฯ ที่มาในวันนี้สมัครเข้าเป็นสมาชิกชมรมฯ และสมัครอาสาคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เพื่อที่จะได้รอเข้ารับการฝึกอบรมที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ จะได้จัดขึ้น โดยนำใบสมัครสมาชิกชมรมฯ และใบสมัครเครือข่าย/อาสาสมัครคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพมาแจกจ่ายแก่ผู้ไกล่เกลี่ยฯ เพื่อพิจารณา
มีผู้ไกล่เกลี่ยฯ สมัครเข้าเป็นสมาชิกชมรมฯ เพิ่มอีก ๑๓ ท่าน เก็บเงินค่าสมัครสมาชิกได้เป็นเงินจำนวน  ๒,๖๐๐  บาท ผู้ไกล่เกลี่ยฯ บางท่านขอเวลาพิจารณาการยื่นใบสมัครฯ ทั้งสองออกไปก่อน เหรัญญิกได้รวบรวมใบสมัครทั้งสองประเภทและเงินค่าสมัครสมาชิกชมรมฯ ดังกล่าวส่งมอบให้เลขาฯ เก็บรักษารวมกับเงินของชมรมฯ ไว้ชั่วคราวก่อน 
ชมรมฯ จึงมีเงิน ณ วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๕  จำนวนทั้งสิ้น  ๖,๒๒๗  บาท
            ที่ประชุมมีความเห็นเป็นมติว่า ควรจัดการประชุมเป็น ๒ เดือนต่อครั้ง เพื่อที่การจัดทำเอกสารส่งแก่ผู้ไกล่เกลี่ยฯ ทางไปรษณีย์จะได้มีเวลาเดินทางเพียงพอที่จะได้รับอย่างทั่วถึง
            ประธานจึงได้กำหนดวันประชุมฯ ครั้งต่อไปในวันศุกร์ที่  ๒๗  กรกฎภาคม  ๒๕๕๕   เวลา  ๙.๓๐  นาฬิกา  ณ ห้องประชุมเล็ก ชั้น ๒  ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่
            ประธานกล่าวขอบคุณผู้ไกล่เกลี่ยทุกท่าน และปิดประชุม

มติที่ประชุม  ที่ประชุมรับทราบ
ปิดประชุมเวลา ๑๒.๐๐ นาฬิกา
                                                                                                                                                                                                                                                                 ลงชื่อ             พึงพิศ  สมนาวรรณ
                                                                            ประธานที่ประชุม
                                                                          (   นางพึงพิศ   สมนาวรรณ   )
                                                                                                                  ประธานชมรมฯ
                                                                            ๐๘๑-๘๘๒๕๘๗๓
ลงชื่อ             วีระยุทธ  บูรณะประภา
                      ผู้บันทึกการประชุม
           (   นายวีระยุทธ     บูรณะประภา   )
                       เลขานุการชมรมฯ
                      ๐๘๑-๙๕๑๒๖๗๔